Google ได้ประกาศจะใช้ Core Web Vitals เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ใช้เป็นตัวชี้วัดการจัดอันดับการค้นหา SERPs โดยจะเริ่มใช้งาน ในช่วงพฤษภาคม 2564 ซึ่งทำให้เราต้องเตรียมรับมือในการทำ SEO กับการเปลี่ยนแปลงใหม่นี้

John Mueller

John Mueller – หัวหน้าทีม Search Relations

John เป็นหัวหน้าทีมที่พยามยามดูแลปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนที่สร้างเครื่องมือใน Google Search กับกลุ่มที่สร้างเนื้อหาที่ผู้ใช้ค้นหา เราเรียกทีมนี้ว่า Search Relations John อาศัยอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ แล้วก็ชอบชีสมากๆ ด้วย

“ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานทั้ง 3 ส่วน ของ Core Web Vitals เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการจัดอันดับในเดือนพฤษภาคมนี้ John Mueller จาก Google กล่าว”

หัวข้อนี้เกิดขึ้นที่ Google Search Central SEO ในวันที่ 29 มกราคม ดูเพิ่มเติม : https://www.youtube.com/watch?v=wsrL6l2Fxvo

Core Web Vitals คืออะไร

Core Web Vitals คือ มาตรฐานใหม่ของ Google ใช้ประเมินว่าหน้าเว็บไซต์ให้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีแก่ผู้ใช้หรือไม่ (UX , Page Experiences) โดยเป็นระบบที่นำหน้าเว็บไซต์ไปคำนวณถึงแนวโน้มประสบการณ์จริงที่แตกต่างกันในแต่ละด้านของผู้ใช้ เช่น ความเร็วในการโหลดเว็บไซต์, การใช้งานบนมือถือ, ประสิทธิภาพในการโหลด, การโต้ตอบ และความเสถียรของภาพในหน้าเว็บ

Core Web Vitals ประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ Largest Contentful Paint (LCP), Cumulative Layout Shift (CLS), First Input Delay (FID)

Largest Contentful Paint (LCP)

Largest Contentful Paint (LCP) คือ การแสดงผลเนื้อหาขนาดใหญ่ที่สุด (LCP): วัดประสิทธิภาพการโหลด เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ใช้งานที่ดี เว็บไซต์ต้องพยายามให้ LCP เกิดขึ้นภายใน 2.5 วินาทีแรกของการเริ่มโหลดหน้าเว็บ

เลี่ยงการใช้ไฟล์รูปภาพหรือไฟล์วีดีโอขนาดใหญ่, เลี่ยงการดึงข้อมูลหรือโค้ดจากที่อื่น รวมถึงเลี่ยงการใช้โค้ดที่ไม่จำเป็น เพื่อให้หน้าเว็บของคุณเบาที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้

หมายเหตุ : หากมีความจำเป็นต้องใช้ google analytics , google font , FB Pixel ให้พยายาม Optimize หรือ นำมาอยู่ใน Local host หรือ วางตำแหน่งโค้ดให้เว็บเราได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

อ่านเพิ่มเติม : https://web.dev/lcp/

First Input Delay (FID)

First Input Delay (FID) คือ การวัดการตอบโต้ เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ใช้งานที่ดี เว็บไซต์ต้องพยายามให้มี FID ต่ำกว่า 100 มิลลิวินาที

การวัดการตอบโต้ คืออะไรบ้าง การตอบโต้ต่างๆ เช่น เมื่อคลิกเมนู, คลิกจุดแอคชั่นต่างๆ ตัวโค้ดที่ทำหน้าที่เมื่อได้รับการคลิก ต้องทำงานทันที ซึ่งทาง Google แนะนำว่าให้เราพยามทำให้ต่ำกว่า 100 มิลลิวินาที

อ่านเพิ่มเติม : https://web.dev/optimize-fid/ , https://web.dev/fid/

Cumulative Layout Shift (CLS)

Cumulative Layout Shift (CLS) คือ การวัดความเสถียรของภาพ เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ใช้งานที่ดี เว็บไซต์ต้องพยายามให้มีคะแนน CLS ต่ำกว่า 0.1

ถ้าพูดง่ายๆ ก็คือ เว็บเราต้องไม่มีส่วนที่กระตุกๆ หรือ ขยับแบบแปลกๆ เราจะเจอบ่อยๆ ในส่วนของการโหลดภาพ หรือ CSS ที่จัดการไม่ดีพอ จุดการแสดงผลจะมีการขยับ เช่น โหลดภาพช้า พอโหลดเสร็จ รูปภาพก็ดันตัวหนังสือลงไปด้านล่าง เป็นต้น

ตัวอย่างปุ่มกดสั่งซื้อและปุ่มยกเลิก เมื่อปุ่มมีการขยับ จากที่เราต้องการจะกดปุ่มยกเลิก ก็กลายเป็นไปกดปุ่มยืนยันสั่งของแทน

อ่านเพิ่มเติม : https://web.dev/cls/

Core Web Vitals สำคัญต่อการทำ SEO อย่างไร ?

Google นั้นให้ความสำคัญกับคุณภาพของเนื้อหาและการสร้างประสบการณ์ใช้งานที่ดีมาโดยตลอด ซึ่งจากการประกาศของ Google จุดสุดท้ายที่จะชี้วัดผลการจัดลำดับค้นหา (SERPs) ก็คือ Core Web Vitals โดยหากมีเว็บไซต์ 3 เว็บ ทำเนื้อหาได้มีคุณภาพและปัจจัยอื่นๆใกล้เคียงกัน จุดที่จะคำนวณผลการตัดสินว่าเว็บไหนจะอันดับดีกว่า คือ พระเอกของเราในวันนี้ Core Web Vitals นั้นเอง

วิธีนำเว็บตัวเองไปตรวจสอบ Core Web Vitals (ฟรี)

เครื่องมือที่ใช้สำหรับตรวจสอบ Core Web Vitals มีทั้งหมด 7 ตัว ได้แก่ LighthousePageSpeed Insights, Chrome DevToolsSearch Consoleweb.dev’s measure tool,  Web Vitals Chrome extension และใหม่ล่าสุด Chrome UX Report API. (ข้อมูล ณ วันที่ 13/2/64)

แนะนำเครื่องมือตรวจสอบ Core Web Vitals แบบง่ายๆ เพียง 1 คลิก

เราสามารถนำหน้าเว็บของตัวเองไปตรวจง่ายๆ โดยใช้งานเว็บ PageSpeed Insights เมื่อเข้าไปแล้วพิมพ์เว็บของเราหรือก็อปลิงค์เราไปวาง แล้วกด ANALYZE จากนั้นรอให้ระบบประมวลผล

แก้ไขเว็บไซต์ให้ถูกต้องตามหลัก Core Web Vitals อย่างไร ?

หากเรานำหน้าเว็บไซต์ไปตรวจสอบกับ PageSpeed Insights แล้ว พบว่าหน้าเว็บของเราไม่ผ่านเกณฑ์ของ Core Web Vitals เราสามารถคลิกดูคำแนะนำการแก้ไขส่วนต่างๆได้ตามที่ระบบแจ้ง

คำแนะนำและแนวทางแก้ไขเบื้องต้น (improve your Core Web vitals)

วิธีการแก้ไขเบื้องต้นรวมถึงคำแนะนำ เพื่อให้หน้าเว็บไซต์ของคุณ สามารถได้คะแนนจาก Core Web Vitals มากขึ้น มีดังนี้

  1. ใช้ส่วนเสริมหรือ Plugins ให้น้อยที่สุด
  2. เลือก Hosting ที่มีคุณภาพสูง
  3. ใช้รูปภาพให้ขนาดใกล้เคียงกับส่วนที่แสดงผล เช่น รูปภาพประกอบข่าว ขนาดแสดงผล 900px แต่เราใช้รูปภาพขนาด 3,000px ก็จะทำให้โหลดช้าโดยไม่จำเป็น
  4. บีบอัดภาพ เพื่อให้ขนาดไฟล์เล็กลง แต่คุณภาพใกล้เคียงของเดิม
  5. ใช้ External Domain ให้น้อยที่สุด (ลดการใช้ส่วนต่างๆ ที่ไม่ได้อยู่ในเว็บเรา) เช่น ใช้ลิงค์แสดงรูปภาพจากลิงค์อื่นแทนที่จะอัปโหลดรูปภาพขึ้นไปแสดงจากเว็บเราเอง
  6. เขียนโค้ดถูกต้องตามหลักให้มากที่สุด
  7. ใช้ Cache เข้ามาช่วย เช่น WP Super Cache, WP Fastest Cache, WP Rocket, FlyingPress
  8. ใช้ CDN เข้ามาช่วย
  9. ต้องเลือกให้สมดุลระหว่าง ความสวยงาม,เอฟเฟค และความเร็ว ให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม ยิ่งเอฟเฟคเยอะ ยิ่งโหลดช้า

บทสรุป (As a Result)

ถึงแม้ว่า UX และ Page Experiences จะมีความสำคัญ แต่ Google ยังคงจัดอันดับหน้าเว็บโดยดูจากภาพรวมข้อมูลที่ดีที่สุด แม้ว่าประสบการณ์ดังกล่าวจะต่ำกว่ามาตรฐานก็ตาม ประสบการณ์ในการใช้งานหน้าเว็บที่ดีนั้นไม่สำคัญเท่าการมีเนื้อหาหน้าเว็บที่ดี อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่หน้าเว็บมีคุณภาพใกล้เคียงกัน Core Web Vitals จะเป็นปัจจัยที่สำคัญมากต่อผลการจัดลำดับการค้นหา

อ้างอิงจาก : https://developers.google.com/search/docs/guides/page-experience